บทความนี้มีลิงก์พันธมิตร (affiliate) หากคุณสมัครผ่านลิงก์ในบทความนี้ เราอาจได้รับค่าคอมมิชชั่นโดยไม่มีค่าใช้จ่ายเพิ่มเติมกับคุณ อ่านรายละเอียดที่ หน้าการเปิดเผยข้อมูล

กองทุน SSF และ RMF คืออะไร ลดหย่อนภาษีได้เท่าไหร่ เริ่มต้นอย่างไร 2569

กองทุน SSF และ RMF ลดหย่อนภาษี 2569

ช่วงปลายปีแบบนี้ หลายคนเริ่มมองหาวิธีลดหย่อนภาษีให้คุ้มค่าที่สุด และหนึ่งในเครื่องมือยอดนิยมที่นักวางแผนการเงินแนะนำมาตลอดคือ กองทุน SSF (Super Savings Fund) และ กองทุน RMF (Retirement Mutual Fund) ทั้งสองช่วยให้คุณลดหย่อนภาษีได้จริง พร้อมสร้างเงินออมระยะยาวไปพร้อมกัน

แต่หลายคนยังสับสนว่า SSF กับ RMF ต่างกันอย่างไร แต่ละอันลดภาษีได้เท่าไหร่ และควรเลือกซื้อแบบไหนถึงจะคุ้มที่สุด บทความนี้จะอธิบายให้เข้าใจง่ายๆ ครบทุกข้อสงสัยในที่เดียว

SSF คืออะไร

SSF (Super Savings Fund) คือกองทุนรวมเพื่อการออม ที่รัฐบาลสร้างขึ้นมาแทน LTF (Long-Term Equity Fund) เดิม โดยมีเงื่อนไขสำคัญดังนี้:

RMF คืออะไร

RMF (Retirement Mutual Fund) คือกองทุนรวมเพื่อการเลี้ยงชีพ ออกแบบมาเป็นเงินออมเพื่อใช้ในวัยเกษียณโดยเฉพาะ มีเงื่อนไขดังนี้:

SSF vs RMF เปรียบเทียบแบบเข้าใจง่าย

หัวข้อ SSF RMF
วงเงินลดหย่อนสูงสุด 200,000 บาท/ปี 500,000 บาท/ปี (รวมเงินออมเกษียณอื่น)
% ของรายได้สูงสุด 30% 30%
ระยะถือครองขั้นต่ำ 10 ปี จนอายุ 55 ปี (ไม่น้อยกว่า 5 ปี)
บังคับซื้อต่อเนื่อง ไม่บังคับ ซื้ออย่างน้อยทุก 2 ปี
เหมาะกับ มือใหม่ / ยืดหยุ่น วางแผนเกษียณระยะยาว

ลดหย่อนภาษีได้จริงเท่าไหร่?

สมมติคุณมีรายได้พึงประเมิน 600,000 บาท และอยู่ในฐานภาษี 20% หากซื้อ SSF 150,000 บาท จะช่วยลดภาษีได้ 150,000 × 20% = 30,000 บาท

หากซื้อทั้ง SSF 200,000 บาท และ RMF 100,000 บาท จะลดภาษีได้รวม 300,000 × 20% = 60,000 บาท

ยิ่งอยู่ในฐานภาษีสูง ยิ่งได้ประโยชน์มาก ฐาน 25% ลดได้ 75,000 บาท ฐาน 30% ลดได้ถึง 90,000 บาท

ใครควรซื้อ SSF และใครควรซื้อ RMF

เหมาะกับ SSF

เหมาะกับ RMF

กองทุน SSF/RMF ที่น่าสนใจ ซื้อได้ที่ไหน

ปัจจุบันสามารถซื้อกองทุน SSF และ RMF ได้ผ่านหลายช่องทาง ทั้งแอปธนาคาร บล.ออนไลน์ และแพลตฟอร์มลงทุนต่างๆ แนะนำเริ่มต้นด้วยการเปิดบัญชีออมทรัพย์ดอกเบี้ยสูงเพื่อสะสมเงินก่อนลงทุน:

Kept by Krungsri — บัญชีออมทรัพย์ดิจิทัลดอกเบี้ยสูง เหมาะสำหรับสะสมเงินก้อนก่อนซื้อกองทุน SSF/RMF ดอกเบี้ยสูงกว่าบัญชีออมทรัพย์ทั่วไปหลายเท่า เปิดง่ายผ่านแอป ไม่มีค่าธรรมเนียม
เปิดบัญชี Kept

เคล็ดลับซื้อ SSF/RMF ให้คุ้มสุด

  1. ซื้อก่อนสิ้นปี: ต้องซื้อภายใน 31 ธันวาคมของทุกปี จึงจะนำไปลดหย่อนภาษีในปีนั้นได้
  2. ตรวจสอบฐานภาษีก่อน: คำนวณว่าซื้อเท่าไหร่ถึงจะพอดีกับวงเงินลดหย่อน ไม่ซื้อเกินโดยเปล่าประโยชน์
  3. เลือกกองทุนที่รับความเสี่ยงได้: ถ้าไม่ชอบความผันผวน เลือกกองทุนตราสารหนี้ ถ้ารับได้เลือกกองหุ้นเพื่อผลตอบแทนสูงขึ้น
  4. อย่าลืมเงื่อนไขขายคืน: โดยเฉพาะ RMF ถ้าขายก่อนกำหนดอาจต้องคืนภาษีพร้อมค่าปรับ
  5. กระจายความเสี่ยง: ไม่จำเป็นต้องซื้อกองเดียว ซื้อหลายกองในสไตล์ต่างๆ ช่วยลดความเสี่ยงได้ดี

SSF/RMF กับเครื่องมือลดหย่อนอื่น รวมแล้วได้เท่าไหร่

กรมสรรพากรกำหนดวงเงินรวมเงินออมเพื่อเกษียณอยู่ที่ 500,000 บาท/ปี ซึ่งรวม RMF + กบข. + ประกันบำนาญ + กองทุนสำรองเลี้ยงชีพ ดังนั้นก่อนซื้อ RMF ควรตรวจสอบว่ามียอดเงินออมเกษียณอื่นรวมแล้วเท่าไหร่ก่อน

ส่วน SSF นั้นมีวงเงินแยกต่างหาก 200,000 บาท ไม่นับรวมกับวงเงิน 500,000 บาท ดังนั้นถ้าใช้ทั้งสองอย่างเต็มเพดาน จะลดหย่อนได้รวมถึง 700,000 บาท

บัตรเครดิต KTC — ใช้จ่ายสะสมแต้มและแลกรับเงินคืน เหมาะสำหรับจ่ายค่าธรรมเนียมกองทุนและค่าใช้จ่ายรายเดือนให้คุ้มค่าทุกบาท
สมัคร KTC
TTB Absolute — บัตรเครดิตเงินคืนสูงสุด 10% สำหรับการใช้จ่ายทุกหมวด เหมาะสำหรับผู้ที่ต้องการผลตอบแทนเพิ่มเติมนอกเหนือจากการลดหย่อนภาษี
สมัคร TTB Absolute

คำถามที่พบบ่อย

SSF และ RMF ซื้อได้พร้อมกันไหม?

ซื้อพร้อมกันได้เลย เพราะวงเงินลดหย่อนของทั้งสองแยกกัน SSF มีวงเงิน 200,000 บาท ส่วน RMF อยู่ในกลุ่มเงินออมเกษียณรวม 500,000 บาท

ถ้าซื้อ SSF แล้วขายก่อน 10 ปี จะเกิดอะไรขึ้น?

ต้องคืนภาษีที่ลดหย่อนไว้ทั้งหมดพร้อมเงินเพิ่ม 1.5% ต่อเดือนตามกฎหมาย ดังนั้นควรมั่นใจก่อนซื้อว่าไม่ต้องการเงินก้อนนี้ภายใน 10 ปี

มือใหม่ควรเริ่มที่ SSF หรือ RMF?

แนะนำเริ่มที่ SSF ก่อน เพราะไม่บังคับซื้อต่อเนื่อง ยืดหยุ่นกว่า และเงื่อนไขเข้าใจง่ายกว่า เมื่อมีวินัยและรายได้มั่นคงแล้วค่อยเพิ่ม RMF

ซื้อ SSF/RMF ขั้นต่ำเท่าไหร่?

ขึ้นอยู่กับบลจ. แต่โดยทั่วไปเริ่มต้นที่ 500–1,000 บาท บางกองทุนซื้อได้ตั้งแต่ 1 บาทผ่านแอปลงทุนออนไลน์

ถ้าไม่มีเงินซื้อทีเดียว ควรทำอย่างไร?

แนะนำให้ตั้งระบบออมเงินทุกเดือนแล้วค่อยซื้อกองทุนช่วงปลายปี หรือซื้อรายเดือนแบบ DCA (Dollar-Cost Averaging) เพื่อกระจายความเสี่ยงด้านราคา

ข้อมูลในบทความนี้เป็นข้อมูลทั่วไปเพื่อการศึกษา กรุณาตรวจสอบรายละเอียดล่าสุดกับผู้ให้บริการก่อนตัดสินใจ